Get the Flash Player to see this player.

 
สมัคร ยกเลิก
 

 
ญี่ปุ่น/JAPAN
 
 
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ยุคโบราณ

            อารยธรรมแรกที่เริ่มปรากฏขึ้นในดินแดนญี่ปุ่นเริ่มเมื่อประมาณ 10,000 ก่อนคริสตศกราช ซึ่งเรียกกันว่าวัฒนธรรมโจมงมี ลักษณะเป็นวัฒนธรรมแบบยุคหินและสิ้นสุดเมื่อเริ่มทำการเกษตรหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดในยุคนี้ก็คือเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเครื่องปั้นดินเผานี้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอย่างมาตามที่บันทึกไว้ใน "นิฮงโชะกิ" (日本書紀, Nihonshoki) ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของญี่ปุ่น ได้กล่าวไว้ว่าประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 660 ปีก่อนคริสตกาล (ตามปฏิทินแบบเก่า) โดย คะมุยะมะโตะอิวะเระฮิโกะ (หรือเรียกตามชื่อรัชกาลว่า จักรพรรดิจินมุ)อย่างไรก็ดี มีความเชื่อว่าจักรพรรดิจินมุไม่ได้เป็นบุคคลจริงหรืออาจจะถูกเพิ่มเข้ามาภายหลัง ในช่วงที่มีการแก้ไขนิฮงโชะกิ
 
            ยุคต่อมาที่ต่อจากยุคโจมงคือ ยุคยาโยอิ เริ่มเมื่อประมาณ 300 ปี ก่อนคริสตศกราช เป็นยุคที่ผู้คนเริ่มเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว การตีโลหะ ซึ่งได้รับความรู้มาจากผู้อพยพชาวจีนแผ่นดินใหญ่ บันทึกทางโบราณครั้งแรกที่ปรากฏชื่อเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นคือ หนังสือจีนราชวงศ์ฮั่นเมื่อปี พ.ศ. 600 (ค.ศ. 57) ซึ่งชาวญีปุ่นถูกเรียกว่าพวก วา(倭) และประกอบไปด้วยชนเผ่ากว่า 1,000 เผ่า
            ตามบันทึกของจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 อาณาจักรที่ทรงอำนาจมากที่สุดในญี่ปุ่นคืออาณาจักรที่มีชื่อว่า ยะมะไทโคกุ(邪馬台国) ซึ่งปกครองด้วยราชินีฮิมิโกะ(卑弥呼) ซึ่งกษัตรีพระองค์นี้ ได้เคยส่งคณะทูตไปยังประเทศจีนผ่านทางเกาหลีด้วยคาดกันว่าประเทศญี่ปุ่นเริ่มใช้ชื่อประเทศว่า "นิฮง (日本, Nihon)" ครั้งแรก ในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยพบหลักฐานในหนังสือของสาสน์ของทูตในปี พ.ศ. 1244 (ค.ศ. 701) ความหมายของคำว่า นิฮง มาจากการถือว่า "เป็นต้นกำเนิดของพระอาทิตย์เมื่อมองจากแผ่นดินใหญ่ของจีน" และโดยการทูตแล้ว ในสมัยนั้นถือว่าญี่ปุ่นมีฐานะเท่าเทียมกับแผ่นดินใหญ่
 
ยุคเริ่มอารยธรรมญี่ปุ่น
            ยุคโคะฮุง ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 7 เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มมีการปกครองแบบราชวงศ์ ซึ่งศูนย์กลางการปกครองนั้นอยู่บริเวณเขตคันไซของประเทศเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแพร่จากคาบสมุทรเกาหลี มาสู่หมู่เกาะญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ชนชั้นระดับปกครองของญี่ปุ่นในขณะนั้นก็ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ เจ้าชายโชโตะกุ พระองค์ได้สนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่างมาก ถึงกับสร้างวัดหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น เช่น วัดชิเทนโนจิ(ปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดโอซะกะ) วัดตามแบบพุทธศาสนาแห่งแรก วัดโฮลิวจิ(ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนะระ) เป็นต้น นอกจากนั้นเพื่อให้ประเทศอยู่ด้วยความสงบ พระองค์ได้ทรงประกาศใช้ กฎหมาย 17 มาตรา ซึ่งเป็นกฎหมายญี่ปุ่นฉบับแรกอีกด้วย
 
ยุคนารา
             ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นยุคแรกที่มีการก่อตัวเป็นอาณาจักรที่แข็งแรงของประเทศญี่ปุ่น มีระบบการปกครองอย่างมีระบบให้เห็นได้อย่างขัดเจน โดยการนำระบอบการปกครองมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ศูนย์กลางการปกครองในขณะนั้นก็คือ เฮโจวเกียว หรือบริเวณตัวเมืองนะระในปัจจุบัน หลังจากนั้นได้ย้ายมาที่ เมืองนะงะโอะกะ และ เฮอังเกียว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโตเกียว ตามลำดับ เมืองหลวงที่มีระยะเวลานานที่สุดก็คือ เฮอังเกียว ซึ่งได้เป็นเมืองหลวงของประเทศนานถึง 1,074 ปี ซึ่งเราได้เรียกยุคตั้งแต่สถาปนาเมืองหลวงเฮอังเกียวจนถึงการตั้ง บะกุฮุ หรือ ค่ายรัฐบาล ว่า ยุคเฮอังระหว่างปี พ.ศ. 1337 (ค.ศ. 794) จนถึง ปี พ.ศ. 1728 ซึ่งเป็น ยุคเฮอัง นั้น ถือได้ว่าเป็นยุคทองของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่เริ่มมีการปรากฏของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน และของตนเอง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดมากที่สุดคือ การประดิษฐ์ตัวอักษร ฮิรางานะ ซึ่งทำให้เกิดวรรณกรรมที่แต่งโดยตัวอักษรนี้เป็นจำนวนมาก เช่นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ได้มีการแต่งนวนิยายเรื่อง นิทานเกนจิ (源氏物語) ขึ้น ซึ่งเป็นนิยายที่บรรยายเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การปกครองของตระกูลฟุจิวะระ นอกจากนั้นนวนิยายเรื่องนี้ยังเป็นนวนิยายที่เก่าแก่รองจากนวนิยายสามอาณาจักรของเกาหลี ที่ยังมีให้เห็นในโลกอยู่อีกด้วย
 
ยุคศักดินา
            ยุคศักดินาญี่ปุ่นเริ่มจากการมีอำนาจการปกครองเหนือชนชั้นปกครองเดิมในญี่ปุ่นซึ่งก็คือชนชั้นราชวงศ์ ซึ่งสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1728 (ค.ศ. 1185) ตามมาด้วยการพ่ายแพ้ของตระกูลไทระ ที่เสียให้แก่ มินะโมะโตะ โนะ โยะริโตะโมะ ซึ่งหลังจากนั้นเขาได้แต่งตั้งตนเองเป็นโชกุน และสร้าง บะกุฮุ หรือ ค่ายทหารในเมืองคะมะกุระ ยุคนี้เราเรียกว่าเป็น ยุคคะมะกุระ หลังจากการเสียชีวิตของโชกุนโยะริโตะโมะ ตระกูลโฮโจ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลโชกุนตระกูลใหม่ ซึ่งในยุคนี้ญี่ปุ่นจะต้องต่อสู้กับการุกรานของจักรวรรดิมองโกลหลังจากการรุกรานของมองโกลครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) ในปี พ.ศ. 1876 (ค.ศ. 1333) คะมะกุระบะกุฮุก็ได้สูญเสียอำนาจให้แก่ อะชิกะงะ ทะกะอุจิ ซึ่งเขาได้ย้ายบะกุฮุไปตั้งไว้ที่กรุงเกียวโต เมืองหลวง และตั้งชื่อว่า มุโระมะจิบะกุฮุ หลังจากความสงบหลายร้อยปี ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเพราะบรรดาขุนนางที่หัวเมืองต่างทำสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ แผ่นดินญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคสงครามกลางเมือง หรือที่รู้จักกันว่า ยุคเซงโงะกุ
            สงครามดำรงอยู่หลายสิบปี จนเมื่อปี พ.ศ. 2133 (ค.ศ. 1590) โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ได้สามารถปราบปรามบ้านเมืองให้สงบลงได้ หลังจากได้รวมรวมบ้านเมืองเสร็จ โทโยโตมิ มีความคิดที่จะบุกคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเขาได้ทำการบุกถึง 2 ครั้ง จนเมื่อเขาเสียชีวิตลง โตกุงาวะ อิเอยะสึ ได้จัดการรวบรวมประเทศใหม่ และตั้งรัฐบาลใหม่ที่ เมืองเอโดะ ซึ่งรู้จักดีในชื่อยุคว่า ยุคเอโดะ
 
สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
            นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิจนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้ใช้ชื่อประเทศว่า "จักรวรรดิญี่ปุ่น" (คันจิอย่างเก่า: 大日本帝國; คันจิอย่างใหม่: 大日本帝国; อ่านว่า ไดนิปปงเทโกกุ) โดยมีจักรพรรดิเป็นประมุข ในยุคนี้ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเหนือประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมาก และยังได้ขยายอาณาเขตของประเทศออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองดินแดนบางส่วนของประเทศจีน และดินแดนของจักรวรรดิเกาหลีทั้งหมด พร้อมทั้งล้มล้างราชวงศ์ลีของเกาหลีและจัดการปกครองโดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำสงครามกับรัสเซียเพื่อแย่งชิงดินแดนแมนจูเรียในคาบสมุทรเหลียวตุงจนได้รับชัยชนะ ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารที่สำคัญในซีกโลกตะวันออก
            ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เสริมสร้างอำนาจทางการทหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเข้าเป็นชาติสมาชิกของมหาอำนาจฝ่ายอักษะ ต่อมาจึงได้เปิดฉากสงครามในแถบเอเชียแปซิฟิก (ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ สงครามมหาเอเชียบูรพา) ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ และการยาตราทัพเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบสายฟ้าแลบ ตลอดสงครามครั้งนั้น ญี่ปุ่นสามารถยึดครองประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทั้งหมด แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้แก่สหรัฐอเมริกาในการรบทางน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งแต่ พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยง่าย ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใช้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามลำดับ ญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแฟ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน
 
               
 
 
 
 

 

 

 

ID line : @somsiritours 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

Blog counters

Copyright © 2018 www.somsiritours.com All Rights Reserved.
ทำเว็บ  ออกแบบเว็บ  Web Design  เว็บสำเร็จรูป  เว็บไซต์สำเร็จรูป